สอน SEO On-Page วิเคราะห์หน้าเว็บก่อนปรับ ต้องดูจุดไหนบ้าง

การปรับปรุง SEO On-Page เป็นขั้นตอนสำคัญที่สุดในการทำให้หน้าเว็บแต่ละหน้ามีศักยภาพในการติดอันดับสูงในเครื่องมือค้นหาอย่าง Google แม้ว่าการสร้างเนื้อหาคุณภาพจะเป็นหัวใจหลัก แต่ก่อนที่จะลงมือแก้ไขหรือสร้างเนื้อหาใหม่ การวิเคราะห์สถานะปัจจุบันของหน้าเว็บอย่างละเอียดเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ การวิเคราะห์ที่ถูกต้องจะช่วยระบุจุดอ่อน จุดแข็ง และโอกาสในการปรับปรุงที่ตรงเป้าหมาย บทความนี้จะเจาะลึกองค์ประกอบสำคัญที่คุณต้องตรวจสอบและวิเคราะห์ก่อนเริ่มปรับแต่ง SEO On-Page

1. การวิเคราะห์สถานะการจัดทำดัชนีและการเข้าถึง (Indexing & Crawlability Analysis)

ก่อนจะกังวลเรื่องคีย์เวิร์ด คุณต้องมั่นใจก่อนว่า Google สามารถค้นพบและจัดทำดัชนีหน้าเว็บของคุณได้ถูกต้อง

1.1. การตรวจสอบสถานะการจัดทำดัชนี (Index Status Check)

ใช้คำสั่ง $site:yourdomain.com/your-page-url$ ใน Google Search หรือตรวจสอบผ่าน Google Search Console เพื่อดูว่าหน้าเว็บนั้น ๆ ถูกจัดทำดัชนีแล้วหรือไม่ หากยังไม่ถูกจัดทำดัชนี การปรับ SEO On-Page จะไม่มีประโยชน์

  • สิ่งที่ต้องดู:

    • Coverage Report ใน Search Console: ตรวจสอบว่าหน้าเว็บติดอยู่ในสถานะ “Valid” หรือ “Excluded” หากอยู่ในสถานะ “Excluded” ต้องดูสาเหตุ (เช่น ถูกบล็อกด้วย $robots.txt$, หน้ามีคุณภาพต่ำ, หรือเป็น Duplicate Content)

    • ใช้ Inspect URL: ตรวจสอบว่า Google สามารถดึงข้อมูลหน้าเว็บได้หรือไม่ (Crawled as successful)

1.2. การตรวจสอบการบล็อกการคลาน (Crawl Blocking)

ตรวจสอบไฟล์ $robots.txt$ และแท็ก Meta Robots บนหน้าเว็บ หากมีการตั้งค่า $Disallow$ หรือ $noindex$ โดยไม่ได้ตั้งใจ Google จะไม่สามารถจัดทำดัชนีหน้าดังกล่าวได้

  • สิ่งที่ต้องดู:

    • ตรวจสอบโค้ด HTML ในส่วน <head> ว่ามี <meta name="robots" content="noindex, nofollow"> หรือไม่

    • ตรวจสอบไฟล์ $robots.txt$ ว่ามีการบล็อก URL หรือ Path ที่เกี่ยวข้องกับหน้านี้หรือไม่

2. การวิเคราะห์ความตั้งใจของผู้ใช้และคีย์เวิร์ด (User Intent & Keyword Analysis)

การปรับ On-Page ที่ประสบความสำเร็จต้องสอดคล้องกับสิ่งที่ผู้ใช้ต้องการค้นหา (Search Intent) และคีย์เวิร์ดที่ใช้

2.1. การตรวจสอบความตั้งใจในการค้นหา (Search Intent Matching)

ป้อนคีย์เวิร์ดหลักที่คุณต้องการให้หน้าเว็บติดอันดับลงใน Google และวิเคราะห์หน้าเว็บ 10 อันดับแรก (SERP Analysis) เพื่อทำความเข้าใจรูปแบบเนื้อหาที่ Google เห็นว่ามีคุณภาพ

  • สิ่งที่ต้องดู:

    • ประเภทของเนื้อหา: เป็นบทความให้ความรู้ (Informational), หน้าสินค้า (Commercial), หน้าหมวดหมู่ (Category), หรือหน้าโฮมเพจ (Navigational)? เนื้อหาของคุณตรงกับรูปแบบที่ครอง SERP หรือไม่?

    • รูปแบบการนำเสนอ: ผู้ใช้คาดหวังจะเห็นรายการ, ตารางเปรียบเทียบ, บทความยาวละเอียด, หรือวิดีโอ?

    • ความครอบคลุม: คู่แข่งพูดถึงประเด็นย่อยอะไรบ้างที่คุณยังขาดไป?

2.2. การวิเคราะห์การใช้คีย์เวิร์ดหลักและรอง (Primary & Secondary Keyword Usage)

ตรวจสอบว่ามีการใช้คีย์เวิร์ดหลักอย่างสม่ำเสมอในองค์ประกอบสำคัญของหน้าเว็บหรือไม่ และได้มีการระบุคีย์เวิร์ดรอง (Related Keywords) เพื่อเสริมความเข้าใจของ Google หรือไม่

  • สิ่งที่ต้องดู:

    • คีย์เวิร์ดหลัก: ปรากฏใน Title Tag, Meta Description, H1 Tag, และในย่อหน้าแรกของเนื้อหาหรือไม่

    • คีย์เวิร์ดรอง: มีการใช้คำที่เกี่ยวข้อง, คำพ้องความหมาย, หรือคำถามที่ผู้คนมักถามในเนื้อหา, หัวข้อย่อย (H2-H6) หรือไม่ (ใช้เครื่องมือเช่น Google Keyword Planner, Ahrefs, SEMrush)

3. การตรวจสอบองค์ประกอบ On-Page พื้นฐาน (Core On-Page Element Check)

องค์ประกอบเหล่านี้เป็นจุดควบคุมแรกที่คุณต้องปรับปรุงเพื่อให้ Google เข้าใจเนื้อหาของคุณ

3.1. การวิเคราะห์ Title Tag และ Meta Description

สิ่งเหล่านี้คือหน้าตาของหน้าเว็บของคุณในผลการค้นหา และมีผลโดยตรงต่ออัตราการคลิกผ่าน (CTR)

  • Title Tag:

    • ความยาว: ไม่ควรเกิน 50-60 อักขระ เพื่อไม่ให้ถูกตัด

    • คีย์เวิร์ด: ต้องมีคีย์เวิร์ดหลักอยู่ต้น ๆ ของ Title

    • คุณค่า: มีการใส่ตัวกระตุ้นการคลิก (Clickbait words อย่างมีคุณภาพ เช่น “ครบถ้วน”, “ล่าสุด”, “คู่มือ”, “ดีที่สุด”)

    • ความซ้ำซ้อน: ห้ามซ้ำกับ Title Tag ของหน้าอื่นในเว็บไซต์

  • Meta Description:

    • ความยาว: ไม่ควรเกิน 150-160 อักขระ

    • การโน้มน้าว: สรุปเนื้อหาสำคัญและโน้มน้าวให้ผู้ใช้คลิก

    • Call to Action (CTA): อาจมีการใส่คำกระตุ้นให้คลิก (เช่น “อ่านต่อ”, “ดาวน์โหลด”, “ค้นพบ”)

3.2. การตรวจสอบโครงสร้างหัวข้อ (Heading Structure: H1-H6)

โครงสร้างหัวข้อที่ดีช่วยให้ Google และผู้อ่านเข้าใจลำดับความสำคัญและโครงสร้างของเนื้อหา

  • H1 Tag: ต้องมีเพียงหนึ่งเดียวต่อหน้า และควรมีคีย์เวิร์ดหลัก

  • H2-H6 Tags: ใช้ในการแบ่งเนื้อหาออกเป็นหัวข้อย่อยที่สัมพันธ์กัน เพื่อให้เนื้อหาสแกนได้ง่ายและมีโครงสร้างที่เป็นระเบียบ

3.3. การวิเคราะห์เนื้อหาและความครอบคลุม (Content Quality & Depth)

เนื้อหาคือราชาใน SEO คุณต้องประเมินว่าเนื้อหาปัจจุบันตอบโจทย์ผู้ใช้ได้ครบถ้วนและลึกซึ้งพอที่จะเหนือกว่าคู่แข่งหรือไม่

  • ความลึกของเนื้อหา: เนื้อหาครอบคลุมทุกแง่มุมของคีย์เวิร์ดหลักหรือไม่? (Topic Exhaustion)

  • ความซ้ำซ้อน (Duplication): เนื้อหาส่วนใหญ่คัดลอกมาจากแหล่งอื่น (Internal/External) หรือไม่?

  • ความถูกต้องและทันสมัย (Accuracy & Freshness): ข้อมูลยังเป็นปัจจุบันหรือไม่? ควรมีการอัปเดตวันที่เผยแพร่หรือแก้ไขล่าสุด

4. การวิเคราะห์ปัจจัยด้านประสบการณ์ผู้ใช้ (User Experience Factors)

Google ใช้สัญญาณพฤติกรรมผู้ใช้เพื่อประเมินคุณภาพและความน่าเชื่อถือของหน้าเว็บ

4.1. Core Web Vitals และความเร็วของหน้า (Page Speed)

ใช้เครื่องมือเช่น Google PageSpeed Insights เพื่อตรวจสอบเมตริกสำคัญ:

  • LCP (Largest Contentful Paint): เวลาที่ใช้ในการโหลดองค์ประกอบเนื้อหาหลักที่ใหญ่ที่สุด

  • FID (First Input Delay): เวลาที่ใช้ในการตอบสนองต่อการโต้ตอบครั้งแรกของผู้ใช้ (เช่น การคลิกปุ่ม)

  • CLS (Cumulative Layout Shift): การเปลี่ยนแปลงเลย์เอาต์ที่ไม่คาดคิด

4.2. ความเป็นมิตรต่ออุปกรณ์มือถือ (Mobile Usability)

ตรวจสอบว่าองค์ประกอบทั้งหมดของหน้าเว็บแสดงผลอย่างเหมาะสมบนอุปกรณ์มือถือ ไม่มีข้อความที่เล็กเกินไป หรือปุ่มที่อยู่ชิดกันเกินไป

4.3. อัตราการเด้งออก (Bounce Rate) และเวลาบนหน้าเว็บ (Time on Page)

วิเคราะห์ข้อมูลจาก Google Analytics เพื่อดูว่าผู้ใช้มีความสนใจในเนื้อหาของคุณจริงหรือไม่

  • Bounce Rate สูง & Time on Page ต่ำ: อาจบ่งชี้ว่าเนื้อหาไม่ตรงกับความตั้งใจในการค้นหา หรือเนื้อหามีคุณภาพต่ำ / อ่านยาก

5. การตรวจสอบมัลติมีเดียและลิงก์ (Multimedia & Linking Analysis)

รูปภาพและลิงก์ภายในเป็นองค์ประกอบสำคัญในการช่วยจัดอันดับและประสบการณ์ผู้ใช้

5.1. การวิเคราะห์รูปภาพและ Alt Text

รูปภาพต้องมีความเกี่ยวข้องและมีคุณภาพสูง และต้องมีการระบุ Alt Text (Alternative Text)

  • สิ่งที่ต้องดู:

    • Alt Text: มีการอธิบายรูปภาพอย่างชัดเจนและใส่คีย์เวิร์ดที่เกี่ยวข้องหรือไม่? (สำคัญสำหรับ SEO รูปภาพและการเข้าถึง)

    • ขนาดไฟล์: รูปภาพถูกบีบอัดอย่างเหมาะสมเพื่อไม่ให้ส่งผลต่อความเร็วในการโหลดหรือไม่?

    • ชื่อไฟล์: ชื่อไฟล์รูปภาพเป็นมิตรกับ SEO (เช่น $blue-notebook-with-pen.jpg$) หรือยังเป็นชื่อแบบสุ่ม (เช่น $IMG_1234.jpg$)?

5.2. การตรวจสอบ Internal Links และ External Links

ลิงก์ภายในและภายนอกช่วยให้ Google เข้าใจบริบทและเพิ่มความน่าเชื่อถือ

  • Internal Links:

    • มีการเชื่อมโยงไปยังหน้าสำคัญอื่น ๆ ภายในเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องหรือไม่? (การใช้ Anchor Text ที่มีคีย์เวิร์ดสำคัญ)

    • หน้าเว็บที่คุณกำลังวิเคราะห์ได้รับลิงก์ภายในจากหน้าอื่น ๆ ที่มี Authority สูงพอสมควรหรือไม่?

  • External Links (Outbound Links):

    • มีการเชื่อมโยงไปยังแหล่งข้อมูลภายนอกที่มีความน่าเชื่อถือ (Authority Websites) เพื่อสนับสนุนข้อเท็จจริงหรือไม่?

    • ลิงก์ภายนอกทั้งหมดเป็น $dofollow$ หรือ $nofollow$ อย่างถูกต้องตามความเหมาะสม?

6. การวิเคราะห์ Schema Markup (Structured Data)

Schema Markup ช่วยให้ Google เข้าใจประเภทของเนื้อหาได้ดีขึ้นและอาจนำไปสู่การแสดงผลที่ดึงดูดใจ (Rich Snippets) ใน SERP

  • สิ่งที่ต้องดู:

    • ประเภทของ Schema: ใช้ Schema ที่เหมาะสมกับเนื้อหาหรือไม่ (เช่น Article, FAQPage, HowTo, Product)?

    • การใช้งานถูกต้อง: ใช้เครื่องมือเช่น Google’s Rich Results Test เพื่อตรวจสอบว่า Schema ถูกต้องตามไวยากรณ์และมีโอกาสแสดงผลเป็น Rich Snippets หรือไม่

บทสรุป: การวิเคราะห์คือแผนที่นำทาง

การปรับ SEO On-Page ไม่ใช่การแก้ไขแบบสุ่ม แต่เป็นการดำเนินงานที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของการวิเคราะห์อย่างละเอียด การตรวจสอบสถานะการจัดทำดัชนี, การทำความเข้าใจความตั้งใจของผู้ใช้, การปรับองค์ประกอบพื้นฐานอย่าง Title และ Heading, การปรับปรุงประสบการณ์ผู้ใช้, และการตรวจสอบองค์ประกอบมัลติมีเดียและลิงก์ ล้วนเป็นขั้นตอนที่ต้องดำเนินการก่อนลงมือแก้ไขเนื้อหา

การวิเคราะห์เหล่านี้เปรียบเสมือนการตรวจสุขภาพหน้าเว็บ ซึ่งจะช่วยให้คุณสามารถจัดลำดับความสำคัญของการปรับปรุงได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้หน้าเว็บของคุณไม่เพียงแค่ติดอันดับ แต่ยังสามารถมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับผู้ใช้และบรรลุเป้าหมายทางธุรกิจที่ตั้งไว้

สอนทำ SEO Onpage สำหรับผู้เริ่มต้น เข้าใจง่าย ใช้ได้จริง

บริการ สอนทำ SEO Onpage เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่มีพื้นฐานมาก่อน เน้นอธิบายตั้งแต่โครงสร้างเว็บไซต์ การวางคีย์เวิร์ด การตั้งค่า Title และ Meta Description ไปจนถึงการจัดเนื้อหาให้ถูกหลัก Google สอนแบบเป็นขั้นตอน เข้าใจง่าย สามารถนำไปลงมือทำได้จริง เหมาะกับเจ้าของเว็บไซต์ นักเรียน นักศึกษา และผู้ที่ต้องการเริ่มต้นทำ SEO ด้วยตนเองอย่างถูกต้อง