การทำ On-page SEO ด้วย Content Optimization

On-page SEO เป็นกระบวนการปรับแต่งองค์ประกอบภายในเว็บไซต์เพื่อเพิ่มโอกาสให้เว็บไซต์ติดอันดับบนหน้าผลการค้นหาของ Google และเสิร์ชเอนจินอื่นๆ หนึ่งในปัจจัยสำคัญของ On-page SEO คือ Content Optimization หรือการปรับแต่งเนื้อหาให้เหมาะสมกับทั้งผู้ใช้งานและเสิร์ชเอนจิน ในบทความนี้ เราจะมาเจาะลึกวิธีการปรับแต่งเนื้อหาให้ตรงตามหลัก SEO เพื่อให้เว็บไซต์ของคุณมีโอกาสติดอันดับสูงขึ้น

1. การเลือกคีย์เวิร์ดให้เหมาะสม

คีย์เวิร์ด (Keyword) คือคำหรือวลีที่ผู้ใช้พิมพ์ลงในเสิร์ชเอนจินเพื่อค้นหาข้อมูล หากเลือกคีย์เวิร์ดได้ดี เว็บไซต์ของคุณจะมีโอกาสติดอันดับสูงขึ้นบน Google และได้รับทราฟฟิกที่มีคุณภาพ

1.1 ประเภทของคีย์เวิร์ด

การเข้าใจประเภทของคีย์เวิร์ดจะช่วยให้คุณเลือกใช้ให้เหมาะสมกับเป้าหมายของเนื้อหา

Short-tail Keywords (คีย์เวิร์ดสั้น)

  • เป็นคำที่มีความหมายกว้าง เช่น “รองเท้า”, “SEO”, “มือถือ”
  • มีปริมาณการค้นหาสูง (High Search Volume) แต่มีการแข่งขันสูงมาก
  • ไม่สามารถเจาะจงกลุ่มเป้าหมายได้ดี

Long-tail Keywords (คีย์เวิร์ดยาว)

  • เป็นวลีที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้น เช่น “รองเท้าวิ่งสำหรับคนเท้าแบน”, “เทคนิค On-page SEO 2024”
  • มีปริมาณการค้นหาน้อยกว่า แต่มีโอกาสแปลงเป็นลูกค้าได้สูง (High Conversion Rate)
  • เหมาะสำหรับเว็บไซต์ที่ต้องการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ

LSI Keywords (คีย์เวิร์ดที่เกี่ยวข้อง)

  • เป็นคำที่เกี่ยวข้องกับคีย์เวิร์ดหลักที่ช่วยให้ Google เข้าใจเนื้อหาได้ดีขึ้น เช่น
    • คีย์เวิร์ดหลัก: “SEO”
    • LSI Keywords: “Google Algorithm”, “Backlink”, “Keyword Research”
  • สามารถหา LSI Keywords ได้จาก Google Search (ดูที่ “ค้นหาที่เกี่ยวข้อง”) หรือใช้เครื่องมืออย่าง LSI Graph

1.2 การค้นหาคีย์เวิร์ดที่เหมาะสม

ใช้เครื่องมือวิจัยคีย์เวิร์ด

คุณสามารถใช้เครื่องมือออนไลน์เพื่อดูปริมาณการค้นหา (Search Volume) และความยากของคีย์เวิร์ด (Keyword Difficulty) เช่น

  • Google Keyword Planner – เหมาะสำหรับการเริ่มต้น
  • Ahrefs – ช่วยวิเคราะห์คู่แข่งและดูคีย์เวิร์ดที่พวกเขาใช้
  • Ubersuggest – เครื่องมือฟรีที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับ Search Volume และ CPC
  • Google Search Console – ใช้ดูว่ามีคีย์เวิร์ดใดที่เว็บของคุณติดอันดับอยู่แล้ว

ดูคีย์เวิร์ดจากคู่แข่ง

วิเคราะห์เว็บไซต์ที่ติดอันดับสูงใน Google ด้วยเครื่องมืออย่าง Ahrefs หรือ SEMrush เพื่อดูว่าพวกเขาใช้คีย์เวิร์ดอะไร และนำมาปรับใช้กับเนื้อหาของคุณ

ใช้ Google Autocomplete และ “People Also Ask”

พิมพ์คีย์เวิร์ดที่เกี่ยวข้องลงใน Google แล้วดูคำแนะนำที่แสดงขึ้นอัตโนมัติ หรือดูในส่วน “People Also Ask” เพื่อหาแนวคิดคีย์เวิร์ดใหม่ๆ

1.3 เลือกคีย์เวิร์ดให้เหมาะกับ Search Intent

Search Intent คือเจตนาของผู้ใช้เมื่อค้นหาคำใดคำหนึ่ง คีย์เวิร์ดที่ดีควรตรงกับความต้องการของผู้ใช้

ประเภทของ Search Intent

  • Informational (หาข้อมูล) – เช่น “วิธีทำ SEO”, “On-page SEO คืออะไร”
  • Navigational (ค้นหาเว็บไซต์เฉพาะ) – เช่น “Facebook login”, “OpenAI ChatGPT”
  • Transactional (ต้องการซื้อสินค้า/บริการ) – เช่น “ซื้อรองเท้าวิ่งลดราคา”, “สมัครแพ็กเกจ SEO”
  • Commercial Investigation (เปรียบเทียบก่อนตัดสินใจซื้อ) – เช่น “รีวิว iPhone 15 vs Samsung S23”, “บริษัท SEO ที่ดีที่สุด”

หากคุณต้องการให้เนื้อหาติดอันดับและได้ผลลัพธ์ที่ดี ควรเลือกคีย์เวิร์ดที่ตรงกับ Search Intent ของกลุ่มเป้าหมาย

1.4 วิธีนำคีย์เวิร์ดไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพ

เมื่อได้คีย์เวิร์ดที่ต้องการแล้ว ควรนำไปใช้ในตำแหน่งที่เหมาะสม เช่น

  • Title Tag (H1)
  • Meta Description
  • URL
  • H2, H3 (หัวข้อรอง)
  • ย่อหน้าแรกและตอนท้ายของบทความ
  • Alt Text ของรูปภาพ
  • Anchor Text ของลิงก์ภายใน

หลีกเลี่ยงการใช้คีย์เวิร์ดซ้ำมากเกินไป (Keyword Stuffing) เพราะอาจถูก Google มองว่าเป็นสแปม

การเลือกคีย์เวิร์ดเป็นขั้นตอนสำคัญของ On-page SEO ควรเลือกคีย์เวิร์ดที่มี ปริมาณการค้นหาที่เหมาะสม, มีการแข่งขันไม่สูงเกินไป, และตรงกับ Search Intent ของผู้ใช้ จากนั้นนำไปใช้ในเนื้อหาอย่างเป็นธรรมชาติและเหมาะสม

2. การปรับแต่งเนื้อหาตามหลัก SEO

2.1 การใช้คีย์เวิร์ดในตำแหน่งที่เหมาะสม

การใช้คีย์เวิร์ด (Keyword Placement) อย่างถูกต้องเป็นปัจจัยสำคัญในการทำ On-page SEO เพราะช่วยให้เสิร์ชเอนจินเข้าใจว่าเนื้อหาของหน้าเว็บเกี่ยวกับอะไร และช่วยให้ผู้อ่านสามารถค้นหาสิ่งที่ต้องการได้ง่ายขึ้น

2.1.1. Title Tag (แท็กหัวข้อ)

  • Title Tag เป็นส่วนที่สำคัญที่สุดของ SEO เพราะ Google ใช้พิจารณาหัวข้อของหน้าเว็บ
  • ควรใส่คีย์เวิร์ดหลัก (Primary Keyword) ไว้ตอนต้นของ Title เพื่อให้เห็นได้ชัด
  • ตัวอย่างที่ดี: “On-page SEO คืออะไร? วิธีทำ Content Optimization ให้ติดอันดับ”
  • จำกัดความยาวไม่เกิน 60 ตัวอักษร เพื่อให้แสดงผลเต็มที่ในผลการค้นหา

2.2.2. Meta Description (คำอธิบายเมตา)

  • Meta Description คือข้อความที่แสดงใต้ Title บนหน้าผลการค้นหา
  • ควรมีคีย์เวิร์ดอย่างเป็นธรรมชาติและกระตุ้นให้ผู้อ่านคลิก
  • จำกัดความยาว 120-160 ตัวอักษร
  • ตัวอย่าง:
    • ❌ ไม่ดี: “เรียนรู้เกี่ยวกับ SEO และเทคนิคต่างๆ ที่ช่วยให้เว็บของคุณดีขึ้น”
    • ✅ ดี: “On-page SEO คืออะไร? เรียนรู้เทคนิค Content Optimization ที่ช่วยให้เว็บติดอันดับ Google ได้เร็วขึ้น”

2.1.3. URL (Slug)

  • URL ที่สั้น กระชับ และมีคีย์เวิร์ดช่วยให้ Google เข้าใจเนื้อหาได้ง่ายขึ้น
  • หลีกเลี่ยงการใช้ URL ที่ยาวหรือมีอักขระพิเศษ
  • ตัวอย่าง:
    • ❌ ไม่ดี: example.com/blog/article?id=12345
    • ✅ ดี: example.com/on-page-seo-content

2.1.4. Heading Tags (H1, H2, H3, …)

  • ควรใช้ H1 สำหรับหัวข้อหลัก และใส่คีย์เวิร์ดที่สำคัญ
  • ใช้ H2, H3 สำหรับหัวข้อรอง และกระจายคีย์เวิร์ดอย่างเป็นธรรมชาติ
  • ตัวอย่างโครงสร้างที่ดี:
    html
    <h1>On-page SEO คืออะไร? วิธีทำ Content Optimization</h1>
    <h2>ความสำคัญของ On-page SEO</h2>
    <h3>1. การเลือกคีย์เวิร์ดที่เหมาะสม</h3>
    <h3>2. การใช้คีย์เวิร์ดในเนื้อหา</h3>

2.1.5. เนื้อหาหลัก (Body Content)

  • ใส่คีย์เวิร์ดในย่อหน้าแรก (Introduction) เพื่อให้ Google รู้ว่าเนื้อหานี้เกี่ยวข้องกับคำค้นหา
  • กระจายคีย์เวิร์ดตลอดบทความอย่างเป็นธรรมชาติ อย่าใส่คีย์เวิร์ดมากเกินไป (Keyword Stuffing)
  • ใช้ Synonyms (คำพ้องความหมาย) และ LSI Keywords (Latent Semantic Indexing) เช่น ถ้าคีย์เวิร์ดหลักคือ “On-page SEO” อาจใช้คำที่เกี่ยวข้องเช่น “SEO บนหน้าเว็บ”, “การปรับแต่ง SEO ภายในเว็บไซต์”

2.1.6. รูปภาพและ Alt Text

  • ใช้คีย์เวิร์ดใน ชื่อไฟล์รูปภาพ เช่น on-page-seo-guide.jpg แทนที่จะเป็น IMG12345.jpg
  • ใส่คีย์เวิร์ดใน Alt Text (Alternative Text) เพื่อช่วยให้เสิร์ชเอนจินและผู้ใช้ที่ใช้โปรแกรมอ่านหน้าจอเข้าใจภาพ
  • ตัวอย่าง:
    html
    <img src="on-page-seo-guide.jpg" alt="คู่มือการทำ On-page SEO ด้วย Content Optimization">

2.1.7. Internal Links และ Anchor Text

  • ใช้ Internal Links เพื่อเชื่อมโยงไปยังบทความอื่นภายในเว็บไซต์
  • ใช้คีย์เวิร์ดเป็น Anchor Text (ข้อความที่เป็นลิงก์) แทนคำทั่วไป เช่น “อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ On-page SEO” แทน “คลิกที่นี่”

2.2 การทำ Content Structure ให้ดี

โครงสร้างของบทความมีผลต่อ SEO ควรทำให้เนื้อหาอ่านง่าย โดยใช้

  • ย่อหน้าสั้นๆ ไม่ควรยาวเกิน 3-4 บรรทัด
  • ใช้ Bullet Points และตัวหนา (Bold) เพื่อเน้นจุดสำคัญ
  • มีรูปภาพ อินโฟกราฟิก หรือวิดีโอ เพื่อเพิ่ม Engagement

2.3 การใช้ Internal และ External Links

  • Internal Links: ลิงก์ไปยังบทความอื่นในเว็บไซต์ ช่วยให้ Google เข้าใจโครงสร้างเว็บ
  • External Links: ลิงก์ไปยังแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ เช่น งานวิจัย หรือเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง

3. การปรับแต่ง UX/UI เพื่อ SEO

การปรับแต่ง UX (User Experience) และ UI (User Interface) มีความสำคัญต่อ SEO มากขึ้นเรื่อยๆ เพราะ Google ให้ความสำคัญกับประสบการณ์ของผู้ใช้ หากเว็บไซต์ของคุณใช้งานง่าย โหลดเร็ว และตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้ ก็จะมีโอกาสติดอันดับสูงขึ้น

5.1. ความเร็วในการโหลดหน้าเว็บ (Page Speed)

Google ใช้ความเร็วของเว็บไซต์เป็นหนึ่งในปัจจัยจัดอันดับ หากเว็บโหลดช้า ผู้ใช้จะออกจากเว็บ (Bounce Rate สูง) และทำให้ SEO แย่ลง
วิธีปรับปรุง:

  • บีบอัดรูปภาพให้ขนาดเล็กลง (เช่น ใช้ WebP แทน PNG/JPG)
  • ลดการใช้โค้ดที่ไม่จำเป็น (เช่น JavaScript และ CSS ที่ซับซ้อน)
  • ใช้ Content Delivery Network (CDN) เพื่อลดเวลาการโหลด

5.2. การรองรับมือถือ (Mobile-Friendly)

ปัจจุบัน Google ใช้ Mobile-First Indexing ซึ่งหมายความว่า Google จะพิจารณาเวอร์ชันมือถือของเว็บไซต์เป็นหลัก หากเว็บของคุณไม่เหมาะกับมือถือ อันดับจะลดลง
วิธีปรับปรุง:

  • ใช้ Responsive Design เพื่อให้เว็บไซต์ปรับขนาดตามอุปกรณ์
  • ปรับขนาดตัวอักษรให้เหมาะสม (ไม่เล็กเกินไป)
  • ปรับแต่งปุ่มให้กดง่าย ไม่ใกล้กันเกินไป

5.3. การจัดวางโครงสร้างเนื้อหา (Content Structure)

หากเว็บไซต์อ่านง่ายและใช้งานสะดวก ผู้ใช้จะอยู่บนเว็บนานขึ้น ซึ่งช่วยลด Bounce Rate และเพิ่ม Engagement
วิธีปรับปรุง:

  • ใช้ หัวข้อ (H1, H2, H3, …) เพื่อแบ่งส่วนเนื้อหา
  • ทำให้ ย่อหน้าสั้นๆ (ไม่ควรเกิน 3-4 บรรทัด)
  • ใช้ Bullet Points และตัวหนา (Bold) เพื่อเน้นจุดสำคัญ
  • ใส่ Call to Action (CTA) เพื่อกระตุ้นให้ผู้ใช้ทำสิ่งที่ต้องการ เช่น สมัครสมาชิก ดาวน์โหลด หรือซื้อสินค้า

5.4. การนำทางที่ใช้งานง่าย (Navigation)

ระบบนำทางที่ซับซ้อนจะทำให้ผู้ใช้สับสนและออกจากเว็บเร็วขึ้น ควรออกแบบให้หาข้อมูลได้ง่าย
วิธีปรับปรุง:

  • ใช้ เมนูที่เข้าใจง่าย และอยู่ในตำแหน่งที่มองเห็นได้ชัดเจน
  • ใช้ Breadcrumbs เพื่อช่วยให้ผู้ใช้รู้ว่ากำลังอยู่ในหน้าไหนของเว็บไซต์
  • มี ช่องค้นหา (Search Bar) เพื่อให้ผู้ใช้หาเนื้อหาได้เร็วขึ้น

5.5. การเพิ่มองค์ประกอบที่ช่วยเพิ่ม Engagement

การมีองค์ประกอบแบบโต้ตอบช่วยให้ผู้ใช้มีส่วนร่วมกับเว็บไซต์มากขึ้น ซึ่งดีต่อ SEO
วิธีปรับปรุง:

  • ใส่ วิดีโอ หรือ อินโฟกราฟิก เพื่อเพิ่มความน่าสนใจ
  • ใช้ แบบฟอร์ม หรือโพลล์ เพื่อให้ผู้ใช้มีส่วนร่วม
  • เพิ่ม รีวิว หรือคอมเมนต์ เพื่อให้เว็บไซต์ดูน่าเชื่อถือ

UX/UI ที่ดีช่วยให้ผู้ใช้ได้รับประสบการณ์ที่ดีบนเว็บไซต์ ทำให้ Google มองว่าเว็บไซต์ของคุณมีคุณภาพ และช่วยให้อันดับ SEO ดีขึ้น สิ่งที่ควรให้ความสำคัญ ได้แก่ ความเร็วในการโหลด, การรองรับมือถือ, โครงสร้างเนื้อหา, ระบบนำทางที่ใช้งานง่าย และองค์ประกอบที่ช่วยเพิ่ม Engagement

4.E-A-T: ลักษณะของเว็บเพจคุณภาพที่ Google รัก

Google ให้ความสำคัญกับคุณภาพของเนื้อหาและเว็บไซต์เพื่อให้ผู้ใช้งานได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและน่าเชื่อถือ หนึ่งในหลักเกณฑ์สำคัญที่ Google ใช้ในการประเมินคุณภาพของเว็บเพจคือ E-A-T ซึ่งย่อมาจาก

  • E – Expertise (ความเชี่ยวชาญ)
  • A – Authoritativeness (ความมีอำนาจในวงการ)
  • T – Trustworthiness (ความน่าเชื่อถือ)

หลักการ E-A-T ถูกนำมาใช้เป็นแนวทางในการให้คะแนนคุณภาพของหน้าเว็บโดย Google’s Quality Raters ซึ่งเป็นผู้ตรวจสอบเนื้อหาด้วยมนุษย์ แม้ว่าจะไม่ใช่ปัจจัยจัดอันดับโดยตรง แต่ E-A-T มีผลต่อ SEO อย่างมาก โดยเฉพาะในกลุ่มเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับ เงินและสุขภาพ (YMYL – Your Money or Your Life) เช่น การเงิน การแพทย์ หรือกฎหมาย

4.1. Expertise (ความเชี่ยวชาญ)

ความเชี่ยวชาญ หมายถึง ระดับความรู้และความสามารถของผู้เขียนหรือเว็บไซต์เกี่ยวกับหัวข้อนั้นๆ

คุณสมบัติของเว็บที่มี Expertise สูง

  • ผู้เขียนเนื้อหามีความรู้จริงในเรื่องนั้น เช่น แพทย์เขียนบทความทางการแพทย์
  • ให้ข้อมูลเชิงลึก ไม่ใช่แค่เนื้อหาทั่วไปที่หาได้ทั่วไป
  • มีการอ้างอิงแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้
  • มีการอัปเดตเนื้อหาอยู่เสมอ

สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง

  • เนื้อหาที่ไม่มีข้อมูลเชิงลึก หรือเป็นการคัดลอกมาจากที่อื่น
  • การเขียนโดยบุคคลที่ไม่มีประสบการณ์ตรงในเรื่องนั้น

4.2. Authoritativeness (ความมีอำนาจในวงการ)

ความมีอำนาจ หมายถึง การที่เว็บไซต์หรือผู้เขียนเป็นที่ยอมรับในวงการของตนเอง

วิธีสร้าง Authoritativeness

  • มี Backlinks จากเว็บไซต์ที่มีคุณภาพสูง (เช่น การอ้างอิงจากเว็บข่าวหรือสถาบันวิจัย)
  • ได้รับการพูดถึงจากบุคคลหรือองค์กรที่มีชื่อเสียง
  • เว็บไซต์มีประวัติที่ดีและเป็นที่รู้จักในอุตสาหกรรมนั้นๆ
  • ผู้เขียนมีโปรไฟล์ที่แสดงความเชี่ยวชาญ เช่น มีผลงานวิจัย หรือเคยเป็นวิทยากรในสาขานั้น

สิ่งที่ลด Authoritativeness

  • ไม่มีการอ้างอิงจากแหล่งที่เชื่อถือได้
  • เว็บไซต์ไม่มีความเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมนั้นมาก่อน
  • ไม่มี Backlinks หรือถูกเชื่อมโยงจากเว็บไซต์ที่ไม่น่าเชื่อถือ

4.3. Trustworthiness (ความน่าเชื่อถือ)

ความน่าเชื่อถือ หมายถึง ความปลอดภัย ความถูกต้องของข้อมูล และความโปร่งใสของเว็บไซต์

วิธีเพิ่ม Trustworthiness

  • ใช้ HTTPS (SSL Certificate) เพื่อให้เว็บไซต์ปลอดภัย
  • มีข้อมูลผู้เขียน (Author Bio) และข้อมูลติดต่อที่ชัดเจน
  • อ้างอิงข้อมูลจากแหล่งที่เชื่อถือได้ เช่น งานวิจัย บทความวิชาการ หรือเว็บไซต์ของหน่วยงานรัฐบาล
  • มีรีวิวจากผู้ใช้งานจริง และไม่มีประวัติโกงหรือให้ข้อมูลผิดพลาด

สิ่งที่ลด Trustworthiness

  • ไม่มีข้อมูลผู้เขียนหรือที่มาของเนื้อหา
  • มีเนื้อหาที่เป็นข่าวปลอมหรือทำให้เข้าใจผิด
  • ไม่มีมาตรการรักษาความปลอดภัย เช่น ไม่มี HTTPS
  • มีรีวิวเชิงลบจำนวนมากเกี่ยวกับความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์

E-A-T สำคัญกับ SEO อย่างไร?

แม้ว่า E-A-T จะไม่ใช่ปัจจัยที่ Google ใช้จัดอันดับโดยตรง แต่ส่งผลต่อการ วิเคราะห์คุณภาพของเว็บไซต์ ซึ่งมีผลต่อการจัดอันดับทางอ้อม

  1. ช่วยให้เว็บไซต์ติดอันดับดีขึ้น – เว็บไซต์ที่มี E-A-T สูงมักได้รับความไว้วางใจจาก Google และติดอันดับสูงในผลการค้นหา
  2. ช่วยป้องกันการถูกลดอันดับ – เว็บไซต์ที่มีเนื้อหาคุณภาพต่ำ หรือมีข้อมูลผิดพลาด อาจถูกลดอันดับ หรือแม้กระทั่งถูกลบออกจากผลการค้นหา
  3. ช่วยให้เว็บไซต์ดึงดูดผู้เข้าชมมากขึ้น – ผู้ใช้งานมักจะเลือกเว็บไซต์ที่มีความน่าเชื่อถือและให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์

วิธีนำ E-A-T ไปใช้กับเว็บไซต์ของคุณ

1. เพิ่มข้อมูลเกี่ยวกับผู้เขียน (Author Bio)

  • ใส่รายละเอียดเกี่ยวกับผู้เขียน รวมถึงประสบการณ์และคุณวุฒิ
  • ลิงก์ไปยังโปรไฟล์ LinkedIn หรือเว็บไซต์ส่วนตัว

2. อ้างอิงแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้

  • ใช้ข้อมูลจากแหล่งที่เป็นที่ยอมรับ เช่น หน่วยงานรัฐบาล, งานวิจัย หรือเว็บไซต์ที่มีชื่อเสียง
  • หลีกเลี่ยงแหล่งข้อมูลที่ไม่น่าเชื่อถือหรือไม่มีหลักฐานสนับสนุน

3. ปรับปรุง UX/UI ของเว็บไซต์

  • ใช้ HTTPS เพื่อเพิ่มความปลอดภัย
  • ทำให้เว็บโหลดเร็ว และใช้งานง่ายบนมือถือ
  • มีหน้าข้อมูลติดต่อที่ชัดเจน

4. สร้าง Backlinks จากเว็บไซต์ที่มีคุณภาพ

  • ใช้วิธี Guest Posting หรือการได้รับลิงก์จากเว็บไซต์อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง
  • หลีกเลี่ยงการซื้อ Backlinks เพราะอาจโดน Google ลงโทษ

5. อัปเดตเนื้อหาให้ทันสมัย

  • ตรวจสอบและแก้ไขเนื้อหาที่ล้าสมัยเป็นประจำ
  • ลบบทความที่ไม่เกี่ยวข้องหรือไม่มีคุณค่า

E-A-T เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้เว็บไซต์ของคุณได้รับความไว้วางใจจากทั้ง Google และผู้ใช้งาน หากคุณต้องการให้เว็บไซต์ของคุณมีคุณภาพและติดอันดับสูงขึ้นในผลการค้นหา ควรให้ความสำคัญกับ ความเชี่ยวชาญ (Expertise), ความมีอำนาจในวงการ (Authoritativeness), และความน่าเชื่อถือ (Trustworthiness)

 

การทำ On-page SEO ด้วย Content Optimization เป็นกระบวนการที่ต้องใส่ใจหลายปัจจัย ตั้งแต่การเลือกคีย์เวิร์ด, การใช้คีย์เวิร์ดอย่างถูกต้อง, การสร้างโครงสร้างเนื้อหาที่ดี ไปจนถึงการพัฒนา UX/UI ให้เหมาะสม หากทำได้ครบถ้วน เว็บไซต์ของคุณจะมีโอกาสติดอันดับสูงขึ้นและสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับผู้ใช้งาน